
Free Advertising from Click2Net!
สารคดีเยาวชนรักสิ่งแวดล้อม Top Story
สุดยอดสารคดีสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน
ไทย ด้วยความมุ่งหวังว่าสักวันหนึ่งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติหากท่านสนใจที่จะเป็นเจ้าของสารคดีที่
จรรโลงโลกเช่นนี้
ติดต่อได้ ที่นี่
สารคดีที่ได้ออกอากาศไปแล้วในเดือน
กันยายน 2541
สนใจติดต่อ
สั่งซื้อ TOP STORY
ที่ออกอากาศไปแล้วได้ที่
สำนักงานมูลนิธิโลกทัศน์ไทย
เลขที่ 188 หมู่ 3
ถนนโชตนาตำบลช้างเผือก
อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงใหม่ 50300
ตู้ ป.ณ. 103 มหาวิทยาลัย
เชียงใหม่ 50202
โทรศัพท์ 053 - 408285 , 408473 โทรสาร
053 - 409437
ค่านิยมน้ำดื่มกับภาวะขาดแคลน ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับน้ำ
น้ำเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตมนุษย์ผูกพันกับน้ำนับตั้งแต่เกิดจนตายมักมีคำกล่าวถึงน้ำว่าเป็นบ่อเกิด
แห่งชีวิต
ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำถึง
2 ใน 3 ส่วน
สามารถแทรกผ่านสู่ส่วนผิวหนัง
โพรงกระดูก หรือแม้
แต่เส้นโลหิตดำหรือโลหิตแดง
ซึ่งแต่ละปีปริมาณน้ำผ่านสู่ร่างกายมนุษย์ถึง
เกือบ 1 ตัน "น้ำ" เป็นสารสำคัญในกระบวนการๆ
ในร่างกายมนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะ
และปรับ
อุณหภูมิในร่างกาย
หากร่างกายขาดน้ำคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้
วันหนึ่งๆ
ร่างกายต้องสูญเสียน้ำไปโดยขับออกทางปอด
ผิวหนัง
อุจจาระและปัสสาวะ
ดังนั้นจึงต้องได้รับน้ำมาชดเชยประมาณวันและ
2,000-2,400 มิลลิลิตร อย่างไร
ก็ตามน้ำที่นำมาบริโภคควรเป็นน้ำที่สะอาดเท่านั้น
ในยุคโลกาภิวัฒน์
โลกพัฒนาอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดปัญหามลภาวะในทุกด้านจนยากที่จะควบคุมให้อยู่
ในสภาวะสมดุลย์ตามธรรมชาติ
มลภาวะของน้ำเสียและพิษภัยจากมลภาวะดังกล่าวคุกคามต่อสุขภาพของ
มนุษยชาติโดยรวมเป็นปัญหาระดับโลก
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508
เป็นต้นมาสารเคมีชนิดใหม่ๆ
เป็นจำนวน
หมื่นๆ
ตันได้ถูกทิ้งลงไปในแหล่งน้ำและน้ำเหล่านี้ได้ถูกหมุนเวียนกลับมาใช้บริโภคในทุกแถบของโลก
ความมหัศจรรย์ของน้ำ
น้ำเป็นสสารที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก
คุณสมบัติพิเศษเป็นสสารชนิดเดียวในโลก
ที่ปรากฏตามธรรมชาติพร้อมกันทั้ง
3 สถานะ คือ ของเหลว
ของแข็ง และก๊าซ
ไม่มีขนาด ไม่มีรูปร่างเฉพาะ
แปรเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ
มีความสมดุลย์ในตัวเอง
คุณสมบัติพิเศษของน้ำในการกลายสถานที่เด่น
อีกอย่างหนึ่ง
คือการกลายสถานะเป็นของแข็งขณะที่อุณหภูมิลดลงเรื่อยๆ
น้ำจะหดตัวและมีความหนาแน่น
มากขึ้น จนถึงอุณหภูมิ 4
ซ. น้ำจะเริ่มขยายตัว
และแข็งตัวที่ 0 ซ.
โดยมีความหนาแน่นน้อยกว่างน้ำ
ก้อน
น้ำแข็งลอยอยู่เหนือน้ำ
และมีจุดเดือดที่ 100 ซ.
ดังนั้นการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้
ความเข้าใจ
และประสบการณ์เฉพาะงานด้านน้ำอย่างแท้จริง
วัฏจักรของน้ำ (Water Cycle)
น้ำที่อยู่บนพื้นผิวโลกไม่ว่าน้ำเค็มหรือน้ำจืด
ก็ตาม
จะระเหยกลายเป็นไอน้ำไปอยู่ในอากาศเป็นเมฆ
และตกลงมาเป็นฝนสู่พื้นโลกอีก
และเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย
ๆ
ปรากฏการณ์หรือระบบหมุนเวียนนี้
เรียกว่า
"วัฏจักรของน้ำ"
ส่วนประกอบของวัฏจักรของน้ำสามารถแบ่งออกเป็น
4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1. น้ำจากผิวโลกสู่บรรยากาศ
ความร้อนจากแสงอาทิตย์
ทำให้พื้นผิวน้ำในแหล่งน้ำต่าง
ๆ เช่น ทะเล
มหาสมุทร แม่น้ำลำคลอง
ฯลฯ
ระเหยกลายเป็นไอไปสู่บรรยากาศ
ต้นไม้ต่างๆ
หายใจคายไอน้ำออกมาทางใบ
ไอน้ำเหล่านี้อยู่ในอากาศ
ถูกลมพัดไปมาและจะเกิดการสะสมเป็นเมฆ
ลอยอยู่ในอากาศ 2. ไอน้ำในบรรยากาศเกิดการควบแน่น
ไอน้ำในก้อนเมฆ
เมื่อกระทบกับอากาศที่เย็นกว่าจะกลั่นตัว
กลายเป็นละอองน้ำ
หรือหยดน้ำที่เล็กมาก
ซึ่งสามารถรู้ได้โดยการมองเห็นก้อนเมฆสีดำ
ๆ หรือก้อนฝนนั่นเอง
ขบวนการนี้เรียกว่า "การควบแน่น"
3. ฝนตกลงสู่พื้นโลก
หากเกิดการควบแน่นมากขึ้นจะมีหยดน้ำขนาดใหญ่ขึ้น
และตกลงเป็นฝนในที่สุด
หากในอากาศมีฝุ่นละอองอยู่มาก
หรือมีแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์อยู่
โดยเฉพาะบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม
ฝนจะชะเอาสิ่งสกปรกเหล่านี้ลงมาด้วย
ทำให้น้ำฝนที่ตกมาใหม่ๆ
สกปรก
กรณีที่มีแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์
น้ำฝนจะทำปฏิกิริยากัลแก๊สดังกล่าว
กลายเป็นกรดกำมะถัน
ตกลงมาสู่พื้นโลก
ซึ่งน้ำฝนนี้มักเรียกว่า
"ฝนกรด"
(Acid Rain)
มีอำนาจในการกัดกร่อนโลหะ
รูปปั้นต่างๆ
ที่ก่อสร้างในที่โล่งทำให้เกิดการเสียหายได้
4. ซึมลงสู่ดินและสะสมเป็นแหล่งน้ำบนดิน
เมื่อฝนตกลงสู่พื้นโลก
น้ำฝนจะไหลนองไปตามพื้นดิน
ไหลผ่านพื้นที่ต่าง ๆ
และจะชะเอาสิ่งสกปรกบนดินไปกับน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำไปสะสมในแม่น้ำ
ลำคลอง หรือไหล
ลงทะเล
น้ำฝนอีกส่วนหนึ่ง
จะซึมลงสู่ใต้ดินกลายเป็นเป็นน้ำใต้ดินขึ้น
น้ำที่ซึมอยู่บิรเวณชั้นดินตอนบนจะถูก
พืชดูดเอาไปเลี้ยงลำต้น
หรือถูกดวงอาทิตย์เผาให้กลายเป็นไอสู่อากาศอีกและจะวนอยู่เช่นนี้ตลอดไป
จากวัฏจักรของน้ำ
หากถือพื้นดินเป็นหลักก็จะสามารถแบ่งประเภทของแหล่งน้ำเป็น
3 ประเภทใหญ่ ๆ
คือส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินจะเรียกว่า
"น้ำใบรรยากาศ"
ซึ่งหมายถึงฝน หิมะ
ลูกเห็บ เป็นต้น
ส่วนอยู่บนดิน
จะเรียกว่า "น้ำผิวดิน"
เช่น แม่น้ำ ลำคลอง
อ่างเก็บน้ำ ฯลฯ
และส่วนที่อยู่ใต้ดินเรียกว่า
"น้ำใต้ดิน" เช่น
น้ำบาดาล น้ำพุ เป็นต้น
แหล่งน้ำทั้ง 3
ชนิดนี้มีคุณภาพและปริมาณแตก่างกันบางชนิดสามารถนำมาผลิตน้ำบริโภคได้เพราะมี
ปริมาณมากพอ
และคุณภาพที่สามารถบำบัดได้
เช่นน้ำบาดาล
บางชนิดก็ไม่สามารถนำมาผลิตน้ำบริโภคได้
เช่นแหล่งน้ำที่มีสารละลายฟลูออไรด์
(Fluoride F)
เพราะมีขบวนการในการบำบัดยุ่งยาก
เสียค่าใช้จ่ายมาก
ไม่คุ้มในเชิงการค้า
มาตฐานน้ำบริโภคกำหนดไม่เกิน
1.5 พี.พี. เอ็ม
น้ำในบรรยากาศ
ได้แก่น้ำฝน
น้ำค้างเป็นต้นน้ำประเภทนี้โดยทั่วไปจัดเป็นน้ำสะอาดที่เหมาะในการบริโภค
แต่คุณภาพน้ำอาจเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆ
เช่นฝุ่นและอองและก๊าซในชั้นบรรยากกาศความสะอาดของพื้นที่
รองรับน้ำฝน หลังคาบ้าน
และภาชนะสำหรับเก็บน้ำฝน
น้ำผิวดิน (Surface Water)
น้ำผิวดิน
หมายถึงน้ำที่สะอาดที่สะสมอยู่บนพื้นดินเกิดจากส่วนของน้ำฝนที่
ตกลงดินแล้วไหลลงสู่แม่น้ำลำธาร
ในประเทศหนาวที่มีหิมะตก
น้ำผิวดินก็เกิดจากการละลายของหิมะแล้วไหล
ลงสู่ลำธารแม่น้ำด้วย
นอกจากนี้แหล่งที่มาของน้ำผิวดินอีกทางหนึ่ง
คือมาจากน้ำบาดาล
หากน้ำผิวดินมีแหล่งที่
มาจากน้ำฝนและหิมะเพียง
2 ทางนี้เท่านั้น
น้ำที่ไหลอยู่ในแม่น้ำลำคลองคงจะแห้งไปนานแล้วหลังจากฝนตก
สักระยะหนึ่งอย่างไรก็ตามที่ยังคงเห็นนำไหลอยู่ได้ตลอดปีนั้น
เนื่องมาจากน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินไหลซึมออก
มาสู่ลำธาร
แสดงให้เห็นถึงการที่น้ำใต้ดินไหลออกมาสู่น้ำในแม่น้ำ
เนื่องจากระดับน้ำใต้ดินอยู่สูงหากน้ำใต้ดิน
อยู่ต่ำ
น้ำจากแม่น้ำลำธารบางส่วนก็จะไหลซึมลงสู่ใต้ดินเหมือนกัน
น้ำใต้ดิน (Ground Water) น้ำฝนที่ตกลงมายังพื้นดินบางส่วนจะถูกพืชดูดไว้
บางส่วนไหลลงสู่แม่น้ำ
ลำธารหรือทะเลเป็นน้ำผิวดิน
บางส่วนไหลซึมลงไปใต้ดินจะซึมผ่านชั้นต่าง
ๆ ของดินชะเอาแร่ธาตุและมลทิน
ในแม่น้ำ
จนถึงชั้นดินซึ่งน้ำซึมผ่านไม่ได้
น้ำที่ขังอยู่บนชั้นดินนี้เรียกว่า
น้ำใต้ดิน
น้ำใต้ดินนั้นบางทีก็อยู่ตื้น
บางทีก็อยู่ลึกทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ
ดินฟ้าอากาศ
และระดับน้ำใต้ดิน
ในแถบนั้นจะอยู่ตื้นหรือลึก
ถ้าหากเจาะบ่อลงไปให้ลึกถึงระดับน้ำในชั้นน้ำที่เรียกว่า
น้ำบาดาลในที่กักขังจริง
ๆ แล้วก็สามารถมีน้ำใช้ได้
ตลอดปี
นอกเสียจากว่าบ่อที่เจาะลงไปนั้นพบว่าน้ำในชั้นน้ำบาดาลปลอม
ซึ่งเป็นน้ำขังอยู่ในชั้นหินที่อยู่ใต้ดิน
ของโซนสัมผัสอากาศ
บ่อบาดาลปราศจากความดัน
น้ำในบ่อนี้เป็นน้ำที่ถูกกักเก็บอยู่ในบริเวณอิ่มตัวด้วยน้ำมีระดับผิวบนอยู่ที่
ระดับน้ำใต้ดิน
การไหลก็เป็นไปตามความสูงของระดับน้ำใต้ดินภายใต้แรงดึงดูดของโลกไม่ขึ้นอยู่กับอิทธิพล
ของความกดดันใดๆ
ทั้งสิ้น
บ่อบาดาลภายใต้แรงดัน
น้ำบาดาลในบ่อประเภทนี้
เป็นน้ำที่ถูกเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำ
ซึ่งวางตัวอยู่ระหว่าง
ชั้นหินเนื้อแน่นที่คล้ายผนังท่อน้ำ
น้ำชนิดนี้จะอยู่ภายใต้ความกดดันอันเนื่องมาจากน้ำหนักของชั้นหินที่กดทับ
และน้ำหนักของน้ำในระหว่างชั้นหินด้วยกันแต่อยู่ระดับ
Hydrostatic Pessure กัน
หินอุ้มน้ำซึ่งเป็นที่เก็บน้ำ
บาดาลนี้จะมีการวางตัวอยู่ในแนวราบหรือเอียงก็ได้
ส่วนใหญ่จะวางอยู่ในแนวเอียงลาด
ฉะนั้นจึงปรากฏว่า
ชั้นน้ำที่เอียงนี้
อาจโผล่ขึ้นให้เห็นที่ผิวดิน
เชิงเขา ริมเขา
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางธรณีวิทยาของชั้นหิน
ด้วยบริเวณที่ชั้นน้ำโผล่ขึ้นสู่ผิวดินเรียกว่า
"ปากทางน้ำเข้า"
เพราะน้ำฝนหรือน้ำจากแม่น้ำลำธารมีโอกาส
ไหลเข้าสู่ชั้นน้ำโดยตรง
น้ำบาดาลประเภทนี้ถูกกับเก็บอยู่ภายใต้ความกดดัน
ฉะนั้นเมื่อเราเจาะบ่อบาดาลลงไปถึงชั้นน้ำประเภทนี้
แรงดันจะดันได้ระดับน้ำขึ้นมาอยู่เหนือระดับผิวชั้นหินอุ้มน้ำ
ความสูงของระดับน้ำที่ขึ้นมานี้ตามทฤษฎีจะสูง
กว่าระดับน้ำในชั้นเดียวกัน
ซึ่งอยู่บริเวณปากทางน้ำเข้าแต่โดยปกติมักมีความต้านทางของหินต่อการไหล
ของน้ำ
ทำให้ความสูงของน้ำในบ่อต่ำกว่าระดับทางทฤษฎีเล็กน้อย
ฉะนั้นถ้าปากทางน้ำเข้าอยู่บนภูเขาและ
บริเวณเจาะบ่ออยู่ในที่ราบหรือหุบเขา
ระดับน้ำในบ่อก็จะสูงขึ้นเกือบเท่าความสูงของภูเขา
ในกรณีนี้น้ำจาก
บ่อจะไหลขึ้นพ้นผิวดินกลายเป็นน้ำพุที่เรียกว่า
"น้ำพุบาดาล"
ผิวระดับน้ำในบ่อเจาะในชั้นหินอุ้มน้ำกักขัง
ไม่ว่าจะอยู่เหนือผิวดินหรือต่ำกว่าผิวดิน
เรียกว่า "ผิวเขตความดัน"
การเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของปริมาณน้ำ
ในชั้นนี้เหมือนน้ำบาดาลประเภทแรก
แต่มีสาเหตุเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงความดัน
น้ำใต้ดิน เช่นน้ำบาดาล
น้ำพุคุณภาพของน้ำประเภทนี้ทางจุลินทรีย์และทางฟิสิกส์มักไม่ค่อยมีปัญหา
แต่ทางด้านเคมีมักจะพบว่ามีปัญหาของแร่ธาตุต่างๆ
ปนเปื้อนอยู่
ปัญหาที่พบจากน้ำธรรมชาติที่ไม่สามารถนำมาบริโภคโดยตรงได้เนื่องมาจากการปนเปื้อนซึ่งอยู่ในน้ำ
และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าแบ่งออกเป็น
2 ชนิดคือ
- 1.
สารปนเปื้อนทางเคมีและกายภาพ
ได้แก่แร่ธาตุต่างๆ
ความกระด้าง
ความเป็นกรดด่าง
- 2.
สารปนเปื้อนทางชีวภาพ
(จุลินทรีย์) ได้แก่
แบคทีเรีย เชื้อรา
ตะไคร่ เป็นต้น
- สารปนเปื้อนทางเคมและกายภาพที่ปรากฏในแหล่งน้ำธรรมชาติจำแนกได้ดังนี้
- 1.
น้ำผิวดิน
ปัญหาที่พบเป็นประจำคือ
ความขุ่น
ซึ่งจะพบเป็นส่วนใหญ่
ปริมาณสนิทเหล็กสูง
ทำให้น้ำมี
สีแดงไม่น่าไว้ไจ
กลิ่นและสีจากน้ำ
ซึ่งปัจจุบันจะพบมากขึ้นอันเนื่องมาจากของเสียที่โรงงาน
บ้านเรือน ทิ้งลงไป
ที่แม่น้ำลำคลอง
ความกร่อย
จะพบตามแม่น้ำลำคลองที่น้ำทะเลหนุนขึ้นมาถึง
ความกระด้าง
ซึ่งเมื่อเอาไปต้มจะ
เกิดตะกรันจับที่ภาชนะ
- 2.
น้ำใต้ดิน
ปัญหาที่พบเป็นประจำคือ
ปริมาณสนิมเหล็กสูง
ความกร่อย ความขุ่น
กลิ่นและสีของน้ำ
ความ
กระด้าง
- แนวทางการกำจัดสารปนเปื้อนในน้ำ
- 1.
การกรองด้วยทราย
กรวด
หินจะสามารถกรองความขุ่น
สารแขวนลอย
โคลนออกได้หากความขุ่นมีมาก
อาจจะใช้สารส้มเป็นตัวเร่งให้ตกตะกอนเร็วขึ้นก่อนกรอง
- 2.
กลิ่น สีและน้ำมัน
ใช้เครื่องกรองที่บรรจุสารกรอง
Activated Carbon
สารคาร์บอนจะทำหน้าที่กำจัดกลิ่น
สีและน้ำมันออกไปจากน้ำ
- 3.
ความกระด้าง
ความกระด้างของน้ำเกิดจากน้ำมีปริมาณแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม
(Ca, Mg) สูงกว่าปกติ
ซึ่งทำให้ฟองสบู่ไม่เป็นฟอง
เกิดตะกรันที่กาน้ำ
หม้อทำน้ำร้อนเครื่องกำเนิดไอน้ำ
ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้
ด้วยการใช้เครื่องกรองความกระด้าง
(Softener) ซึ่งใช้สารกรอง
Cation Resin เป็นตัวกำจัดความกระด้างออกจากน้ำ
- ความกระด้างของน้ำ
อาจแบ่งเป็นชนิด ๆ
ได้ดังนี้
-
- เมื่อน้ำมีความกระด้าง
0-75 ppm เรียกว่า
น้ำอ่อน
-
- เมื่อน้ำมีความกระด้าง
75-150 ppm เรียกว่า
น้ำกระด้างปานกลาง
-
- เมื่อน้ำมีความกระด้าง
150-300 ppm เรียกว่า
น้ำกระด้าง
-
- เมื่อน้ำมีความกระด้าง
300 ppm ขึ้นไป
เรียกว่า
น้ำกระด้างมาก
- 3.
ความกร่อย
ความกร่อยของน้ำเกิดจากน้ำมีปริมาณเกลือ
(NaCi)
สูงถ้าปริมาณไม่มากสามารถกำจัดออก
ด้วยใช้ระบบ Deionzer
แต่ถ้าปริมาณ NaCi
สูงมากๆ
ต้องกำจัดออกด้วยเครื่อง
Reverse Osmosis
- 4.
สนิมเหล็ก
มีหลายวิธี เช่น AERATION
คือการเติมออกซิเจนให้กับน้ำเพื่อให้เกิดเป็นสารเหล็กตะกอน
สามารถกรองได้ , ION EXCHANGE
โดยการแลกเปลี่ยนอิออนของเหล็กและแมงกานีสกับสารกรองสนิมเหล็ก
เช่น ARICDORB , MANGANESE GREEN SAND
เป็นต้น เหล็ก (Fe)
และแมงกานีส (Mn) จะถูก
ออกซิไดส์ด้วยออกไซด์ของ
MANGANESE GREEN SAND และตกตะกอน
- สารปนเปื้อนทางชีวภาพอีกพวกหนึ่ง
คือเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อรา และตะไคร่
เป็นต้น
แบคทีเรียชนิดเป็นพิษ
ที่พบในน้ำบริโภคไม่สะอาดเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ
ดังนี้
โรคระบบทางเดินอาหาร
โรคท้องร่วง
โรคลำไส้
อักเสบ โรคไทฟอยด์
โรคอหิวาต์ โรคบิด
โรคตับอักเสบ
การกำจัดเชื้อโรคทำได้
2 วิธีคือ
การกรองเชื้อโรคและ
การฆ่าเชื้อโรค
- ระบบการกรองและฆ่าเชื้อในขบวนการผลิตน้ำบริโภคเพื่อจำหน่ายนั้น
มีความสำคัญมากระบบหนึ่ง
เพราะ
เกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง
ผู้ผลิตน้ำบริโภคเพื่อจำหน่าย
ควรจะเข้มงวดในจุดนี้ด้วย
- 1.การกรองเชื้อโรค
เชื้อโรคจะมีขนาดตั้งแต่ประมาณ
30
ไมครอนลงไปจนถึงประมาณ
0.2 ไมครอน
ดังนั้น
ในการกรองเชื้อโรคให้ได้ผลสมบรูณ์ต้องกรองด้วยแผ่นกรอง
หรือไส้กรองที่กรองได้ละเอียดถึง
0.2 ไมครอน
แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้
ในการผลิตน้ำบริโภคจำหน่ายเพราะต้นทุนจะสูงมาก
ในการปฏิบัติแล้วจะใช้ไส้
กรองเซรามิคซึ่งมีขนาดความละเอียดในการกรองตั้งแต่
1-0.3
ไมครอนซึ่งไส้กรองชนิดนี้หากผสมสาร
silver ลงไป
ด้วยจะยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ไส้เซรามิค
- 1.
ทำให้น้ำใสไม่มีตะกอนตกนอนก้นที่ขวดบรรจุแม้ว่าจะตั้งขวดทิ้งไว้นาน
ๆ ก็ตาม
- 2.กรองเชื้อโรคออกจากน้ำ
- 3.
กรอง SPORE OF FUNGI
ตะไคร่ออกจากน้ำ
- 2.
การฆ่าเชื้อโรค
- การฆ่าเชื้อโรคในน้ำ
มีหลายวิธี เช่น
- 1.
ต้มน้ำให้เดือด
- 2.
ฆ่าเชื้อด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลต
- 3.
ฆ่าเชื้อด้วยโอโซน
- 4.
ฆ่าเชื้อด้วยการใช้ผงคลอรีนหรือแก๊สคลอรีน
- โครงการค้าน้ำ
- แผนการส่งออกน้ำสะอาด
จากทะเลสาบสุพีเรียของรัฐออนตาริโอ
ประเทศแคนาดา ก่อให้เกิดกระแสคัดค้าน
มากมาย โครงการนี้
เป็นการอนุมัติจากทางรัฐให้กลุ่มโนวา
(NOVA GROUP) ดูดน้ำปริมาณ 600
ล้านลิตรต่อปีจาก
ทะเลสาบดังกล่าวส่งออกให้แก่ประเทศในทวีปเอเชียที่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำ
กลุ่มโนวากล่าวว่า
โครงการนี้เป็นไป
เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ขาดแคลนน้ำในประเทศโลกที่สาม
และช่วยเศรษฐกิจของรัฐออนตาริโอเหนือ
กระแสต่อต้าน
โครงการมีมาจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนักการเมืองทั้งสองฟากของทะเลสาบคือ
แคนาดาและสหรัฐอเมริกา
โดย
เกรงว่า
โครงการนี้จะเป็นการนำไปสู่โครงการส่งออกน้ำขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ
ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะขาดแคลน
น้ำในสหรัฐอเมริกาได้ในอนาคต
- แนะนำวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัด
- การแปรงฟัน
- 1.
ควรใช้แก้วหรือขัน
จะเสียน้ำเพียงครึ่งลิตร
- 2.
ถ้าเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ขณะแปรงฟัน
จะทำให้เสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ไป
9 ลิตร ต่อ 1 นาที หรือ 45
ลิตร
- การโกนหนวด
- 1.
เมื่อโกนหนวดแล้ว
ควรให้กระดาษชำระเช็ดออกก่อน
เพื่อให้ล้างออกง่ายขึ้น
- 2.
จากนั้นควรใช้แก้วหรือขันและจุ่มล้างใบมีดในแก้วหรือขัน
จะเสียน้ำเพียงครึ่งลิตร
- 3.
ถ้าเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ขณะโกนหนวด
2 นาที
จะเสียน้ำประมาณ 18
ลิตร
- การอาบน้ำ
- 1.
การอาบน้ำด้วยฝักบัว
จะสิ้นเปลืองน้ำน้อยที่สุด
- 2.
รูฝักบัวยิ่งเล็กยิ่งประหยัดน้ำ
- 3.
อาบน้ำด้วยฝักบัวแต่ละครั้ง
ใช้น้ำประมาณ 20-30 ลิตร
- 4.
ถ้าเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ขณะถูสบู่
10
นาทีจะเสียน้ำประมาณ
90 ลิตร
- 5.
ถ้าอาบน้ำในอ่าง
จะใช้น้ำประมาณ 110
ลิตร
- การใช้ห้องสุขา
- 1.
โถส้วมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยกว่าแบบชักโครกหลายเท่า
- 2.
ถ้าใช้โถแบบชักโครก
ก็ควรติดตั้งโถปัสสาวะแยกต่างหากไว้ด้วย
- การซักผ้า
- 1.
ถ้าซักผ้าด้วยมือ
ควรแช่ผ้าไว้กับน้ำผงซักฟอกระยะหนึ่งก่อนจะทำการซัก
จะทำให้สิ่งสกปรกออกง่ายขึ้น
- 2.
การซักล้างด้วยน้ำสะอาดอีก
2 ครั้ง
จะใช้น้ำประมาณ 40
ลิตร
- 3.
ถ้าเปิดน้ำให้ไหลล้นตลอดเวลา
จะเปลืองน้ำมากถึง 9
ลิตรต่อนาที รหือ 180
ลิตร หากใช้เวลาซัก 20
นาที
- 4.
ถ้าซักด้วยเครื่องครั้งหนึ่ง
จะใช้น้ำประมาณ 150-250
ลิตร
- 5.
น้ำสุดท้ายของการซักสามารถนำไปเช็คถูบ้าน
หรือรดน้ำต้นไม้ใหญ่ได้
- การล้างจาน
- 1.
ควรใช้กระดาษชำระเช็ดคราบสกปรกออกก่อน
จะช่วยให้ล้างง่ายขึ้น
- 2.
ควรล้างจานพร้อมกันในอ่างหรือภาชนะ
เพื่อประหยัดเวลา
และให้ความสะอาดมากกว่า
- 3.
การล้างจากก๊อกโดยตรง
ซึ่งจะสิ้นเปลืองน้ำถึง
9 ลิตรต่อนาที
- 4.
ถ้าเปิดก๊อกน้ำตลอดเวลา
15 นาที
จะเสียน้ำประมาณ 135
ลิตร
- การล้างอาหาร
ผัก ผลไม้
- 1.
ควรล้างโดยใช้ภาชนะรองน้ำเท่าที่จำเป็นจะประหยัดกว่า
- 2.
หากล้างจากก๊อกโดยตรง
ก็ควรมีภาชนะที่เคลื่อนย้ายรองรับน้ำไว้รดน้ำต้นไม้ได้
- การถูพื้น
- 1.
ควรใช้ภาชนะรองน้ำ
เพื่อใช้อุปกรณ์หรือผ้าที่จะนำไปเช็ดถู
- 2.
การใช้น้ำฉีดล้างโดยตรง
จะสิ้นเปลืองน้ำเป็นจำนวนมาก
- การรดน้ำต้นไม้
- 1.
ควรใช้กระป๋องหรือฝักบัว
เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ต้องการน้ำพอดี
ๆ เท่านั้น
- 2.
ไม่ควรใช้สายยางโดยตรง
จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำเกินความจำเป็น
- 3.
ควรรดน้ำต้นไม้ในช่วงเช้า
หรือเย็น
- การล้างรถ
- 1.
ควรใช้ไม้ขนไก่ลูบปัดฝุ่นออกก่อน
- 2.
ควรล้างโดยนำน้ำใส่ถัง
แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถู
ซึ่งจะใช้น้ำประมาณ 1-2
ถัง
- 3.
ไม่ควรใช้สายยางฉีดล้างโดยตรง
เพราะจะสิ้นเปลืองน้ำถึง
180 ลิตร
และยังทำให้รถผุเร็วด้วย
- ข้อมูลเพิ่มเติม
- 1.
ควรรดน้ำต้นไม้
สนามหญ้าให้น้อยลง
หรือเปลี่ยนรูปแบบของสนามใหม่
ให้เป็นแบบไม่ใช้น้ำ
เช่น ใช้ไม้และหินแต่งสนามแทนการปลูกหญ้า
- 2.
ขุดบ่อน้ำ
หากบ้านใดมีพื้นที่กว้าง
ให้ขุดบ่อใกล้บริเวณที่คิดว่าจะมีน้ำซึมจากดินขึ้นมาไว้ใช้รดต้นไม้
- 3.
จัดเตรียมหาภาชนะไว้เก็บกักตุนน้ำ
สำรองไว้ใช้ให้ได้อย่างน้อย
1 วัน
เพื่อป้องกันกรณีเกิดวิกฤตน้ำไม่ไหล
- 4.
นำน้ำที่ใช้แล้ว
เช่น
น้ำสุดท้ายในการซักผ้า
กลับมาใช้ในการถูบ้าน
ล้างห้องน้ำ
- 5.
สำรวจท่อรั่วภายในบ้าน
ตรวจก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์ต่างๆ
ให้อยู่ในสภาพการใช้งานได้ดี
ไม่มีการรั่วไหล
ป้องกันการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
- 6.
หมั่นตรวจสอบชักโครก
ในบ้านของท่าน
เนื่องจากเป็นสุขภัณฑ์ที่มีสถิติน้ำรั่วไหลมาก
- ปริมาณน้ำที่สิ้นเปลืองเพราะรั่วไหล
(1 ถัง = 200 ลิตร)
- *หยดอย่างช้าๆ
สม่ำเสมอ
สูญเสียประมาณ 7
ถังต่อเดือน
- *หยดเร็วๆ
สูญเสียประมาณ 11
ถังต่อเดือน
- *หยดเป็นสาย
สูญเสียประมาณ 38-51
ถังต่อเดือน
- *หยดเป็นสายมากขึ้น
สูญเสียประมาณ 87
ถังต่อเดือน
อิฐกระดาษ
ความสำคัญและที่มา
- ในสภาพปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อม
เป็นปัญหาสำคัญของโลกและเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขจากทุกคน
ปัญหาที่โรงเรียนและชุมชนประสบมากที่สุดคือ
ปัญหาขยะ
โดยเฉพาะขยะประเภทกระดาษ
ซึ่งในแต่ละวันบุคลากร
ในโรงเรียนมีการทิ้งมากมาย
และขยะบางประเภทสามารถนำมาใช้ใหม่
ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะขยะกระดาษ
ทางชมรมดงเจนเพื่อสิ่งแวดล้อมจึงได้นำมาเปลี่ยนรูปเป็นอิฐกระดาษ
- จุดมุ่งหมายในการค้นคว้า
- 1.
เพื่อลดปริมาณขยะประเภทกระดาษในโรงเรียน
- 2.
เพื่อจะได้นำขยะประเภทกระดาษมารีไซเคิล
และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- 3.
เพื่อให้นักเรียนได้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน
รวมทั้งชุมชนด้วย
- 4.
เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน
และชุมชน
- 5.
เพื่อส่งเสริมการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
- สำหรับโครงการอิฐกระดาษนั้น
ผู้จัดทำโครงการคือนายภูมิสิน
สิงห์แก้ว,นายทรงพล
วงศ์ไชยและนายชัยวัฒน์
สิงห์แก้ว โดยมีอ.ประยงค์
วังผา
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
โครงการนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการธิงค์เอิร์ธเพื่อสิ่งแวด
ล้อมปีพ.ศ.2540
ได้รับเงินรางวัล 20,000
บาท
และรถยนต์กระบะนิสสัน
1 คัน
ในปัจจุบันผู้จัดทำโครงการได้มีการสืบ
ทอดให้เด็กนักเรียนในชมรมดงเจนเพื่อสิ่งแวดล้อมสานต่อ
ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ตามชั้นเรียนต่างๆ
เนื่องจากโรงเรียน
แห่งนี้จะมีการเรียนการสอนเรื่องประชากรและสิ่งแวดล้อมด้วย
จึงทำให้เด็กนักเรียนมีความตระหนักและสนใจในปัญหา
ของสิ่งแวดล้อม
พร้อมกับเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย
- ขั้นตอนการทำโครงการและวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
- 1.
พิมพ์อิฐบล็อก
จำนวน 5 พิมพ์
- 2.
ถุงมือยาง
- 3.
กระดาษที่ปั่นย่อยสลายเป็นเนื้อเยื่อแล้ว
1 กิโลกรัม
- 4.
ปูนซีเมนต์ 1
กิโลกรัม
- 5.
กาวแป้งเปียก 1
กิโลกรัม
- 6.
ทรายละเอียด 1
กิโลกรัม
- วิธีการทำอิฐกระดาษ
- นำส่วนผสมทั้งหมดคือ
กระดาษที่ปั่นแล้ว
กาวแป้งเปียก
ทรายละเอียด ปูนซีเมนต์มาผสมกัน
เมื่อคลุกเคล้าส่วน
ผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วนำใส่ลงพิมพ์อิฐบล๊อก
ใช้ไม้หรืออุปกรณ์ที่มีน้ำหนักกดลงไปในส่วนผสมให้แน่น
นำพิมพ์
กลับด้านลงกดส่วนผสมออกจากพิมพ์
แล้วนำไปตากในที่แดดจัดใช้เวลา
2-3 วัน น้ำหนักของอิฐขณะที่ยังไม่แห้ง
ประมาณ 1.5 กิโลกรัม
เมื่ออิฐกระดาษแห้งสนิทจะใช้เวลาประมาณ
2-3 วัน
ก็สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ
ได้
อิฐที่แห้งน้ำหนักประมาณ
0.7 กิโลกรัม
- ในการทำอิฐบล๊อคกระดาษนั้น
จะใช้ต้นทุนในการผลิตทั้งหมดต่อก้อน
.90 บาท โดยเฉลี่ยจากค่าปูนซีเมนต์
.35 บาท,ค่าทรายละเอียด
.15 บาท,ค่ากาวแป้งเปียก
.15 บาทและค่าแรงงาน .25
บาท
- นอกจากนี้ได้มีการทดลองประสิทธิภาพการใช้งานเมื่อเปรียบเทียบกับอิฐบล๊อคธรรมดา
โดยการชั่งน้ำหนัก
เปรียบเทียบพบว่าอิฐธรรมดาหนัก
2.1 ก.ก./ก้อน
อิฐกระดาษหนัก .70 ก.ก./ก้อน
และเมื่อนำไปเผาด้วยความร้อน
พบว่าอิฐกระดาษมีรอยไหม้ที่ขอบอิฐเล็กน้อยแต่ยังคงสภาพเดิม
แต่อิฐธรรมดาไม่ไหม้
เมื่อนำไปแช่น้ำ
อิฐธรรมดา
จะดูดซับน้ำได้บ้างและจมน้ำ
ขณะที่อิฐกระดาษดูดซับน้ำได้แต่ไม่ยุ่ยหรือเปื่อยแต่อย่างใด
อิฐกระดาษไม่จมน้ำด้วย
และเมื่อนำไปทดลองให้รับแรงกระแทกจากที่สูงจากตึก
3 ชั้น ปรากฏว่าอิฐกระดาษไม่แตกหักหรือย่อยสลายเมื่อตก
ถึงพื้นจะกระเด็นขึ้นเพราะมีน้ำหนักเบาและสามารถนำอิฐไปใช้งานได้อีก
ส่วนอีกธรรมดาจะแตกละเอียด
ไม่สามารถ
ที่จะนำมาใช้งานได้อีกต่อไป
ที่สำคัญการทำอิฐกระดาษนั้นจะสามารถลดประเภทขยะได้ไม่ต่ำกว่า
1,000 ก.ก./ปี
- ซึ่งจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ
กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
พบว่าศักยภาพของ
วัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จากมูลฝอยที่เก็บขนได้ในกรุงเทพฯและจังหวัดต่างๆ
ทั่วประเทศ
มีประมาณร้อยละ 16-34
ของปริมาณมูลฝอยที่เก็บได้
แต่มีเพียงร้อยละ 7
หรือประมาณ 2,360 ตัน
ต่อวันเท่านั้น
ที่มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ยังพบว่าในปีพ.ศ.2539
ปริมาณขยะที่เก็บได้ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
มีถึง 13,150,585 ตันต่อปี
ถ้าหากขยะเหล่านี้มีการแยกประเภทและสามารถนำมารีไซเคิลได้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์
มากมาย
โดยเฉพาะขยะประเภทกระดาษที่อาจนำมาทำเป็นอิฐกระดาษแล้วสร้างตึกได้เป็นหลังเลยทีเดียว
- การแปรรูปของใช้แล้วกับมาใช้ใหม่หรือการรีไซเคิล
- การแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่
หรือกระบวนการที่เรียกว่า
"รีไซเคิล" คือ
การนำเอาของเสียที่ผ่านการใช้
แล้วกลับมาใช้ใหม่ที่อาจเหมือนเดิม
หรือไม่เหมือนเดิมก็ได้
- ของใช้แล้วจากภาคอุตสาหกรรม
นำกลับมาใช้ใหม่
ได้แก่ กระดาษ แก้ว
กระจก อะลูมิเนียม
และพลาสติก
"การรีไซเคิล"
เป็นหนึ่งในวิธีการลดขยะ
ลดมลพิษให้กับสภาพแวดล้อม
ลดการใช้พลังงานและลดการใช้ทรัพยากร
ธรรมชาติของโลกไม่ให้ถูกนำมาใช้สิ้นเปลืองมากเกินไป
- การแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่มีกระบวนการอยู่
4 ขั้นตอน ได้แก่ การเก็บรวบรวมการแยกประเภทวัสดุ
แต่ละชนิดออกจากกัน
การผลิตหรือปรับปรุง
และสุดท้ายคือการนำมาใช้ประโยชน์ในขั้นตอนการผลิตหรือปรับปรุงนั้น
วัสดุที่แตกต่างชนิดกันจะมีกรรมวิธีในการผลิตแตกต่างกัน
เช่น ขวด แก้วที่ต่างสี
พลาสติกที่ต่างชนิด
หรือกระดาษที่
เนื้อกระดาษ
และสีที่แตกต่างกัน
ต้องแยกประเภทออกจากกัน
- เมื่อผ่านขั้นตอนการผลิตแล้วของเสียที่ใช้แล้วเหล่านี้จะกลายมาอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ใหม่จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอน
ในการนำมาใช้ประโยชน์
ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลจึงสามารถสังเกตได้จากเครื่องหมายที่ประทับไว้
บนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตทุกครั้ง
- กระดาษ
- ปัญหาใหญ่ของขยะประเภทหนึ่งคือ
ผลิตภัณฑ์ในรูปกระดาษที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
และในจำนวนที่
ผลิตออกมาอย่างมหาศาลนี้มีเพียงไม่ถึง
30
เปอร์เซ็นต์ที่ได้มีการนำกระดาษที่ใช้แล้วไปทำผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง
จำนวนที่เหลือจึงกลายเป็นขยะอยู่ในแหล่งทิ้งขยะ
- ในปีหนึ่ง
ๆ
ปรากฏว่าด้วยจำนวนนับล้านๆ
ของใบปลิวโฆษณาทางไปรษณีย์
คูปอง ใบขอบริจาค
แคตตาล็อก
ต่างๆ
และหน้าโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์
จะมีเพียงประมาณนับพันแผ่นเท่านั้นที่ได้ผ่านการอ่านและที่เหลือนอก
จากนั้นได้กลายเป็นขยะในถังขยะโดยไม่ผ่านการอ่านเลย
จึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองที่สุด
- การดาษทุกชนิดที่เราใช้ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ผลิตจากเนื้อเยื่อของต้นไม้และมีกระดาษหลายชนิดที่เมื่อใช้แล้ว
สามารถนำมาผลิตใช้ได้อีกเช่น
กระดาษหนังสือพิมพ์
กระดาษบันทึก
กระดาษสำเนา กระดาษพิมพ์ดีด
กระดาษ
คอมพิวเตอร์
บัตรรายการ
และซองจดหมายสีขาวสำหรับกระดาษที่ไม่สามารถนำกลับมาผลิตใหม่
เช่นกระดาษ
ที่ติดกาวหรือาบมัน
เนื่องจากความร้อนจะทำให้สารเคลือบกระดาษละลายแล้วไปอุดตันเครื่องจักรทำให้เกิดความ
เสียหายได้
- การรีไซเคิล
กระดาษเริ่มต้นด้วยกระบวนการใช้น้ำและสารเคมกำจัดหมึกที่ปนเปื้อนออกไป
ทำให้กระดาษ
เหล่านั้นกลายเป็นเนื้อเยื่อ
จากนั้นจึงทำความสะอาดเนื้อเยื่อ
เพื่อนำเข้าสู่กระวบวนการผลิตเส้นใยที่สามารถนำไป
ผลิตเป็นกระดาษต่อไป
- กระดาษที่ใช้แล้วเมื่อนำมาผลิตขึ้นใช้ใหม่มีกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน
โดยเฉพาะจะต้องกำจัดสีที่ปนเปื้อน
ออกให้หมดเพราะการเจือปนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดาษที่ผลิตใหม่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ไฟเบอร์ในเนื้อกระดาษ
จะลดน้อยลงทุกขั้นตอนของกระบวนการรีไซเคิล
กระดาษที่ผลิตขึ้นใหม่จึงมีคุณภาพด้อยลง
- มีเพียงร้อยละ
3
เปอร์เซ็นต์ของกระดาษหนังสือพิมพ์เท่านั้นที่สามารถนำไปผลิตเป็นสิ่งพิมพ์ได้ใหม่กระดาษ
รีไซเคิลส่วนใหญ่จึงเหมาะสำหรับทำเป็นกล่องบรรจุสินค้า
ทำเป็นฝ้าเพดาน
หรือฉนวนกันความร้อน
สวนพฤษศาสตร์
พิพิธภัณฑ์พืชหายาก
- สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์
องค์การสวนพฤกษศาสตร์
สำนักนายกรัฐมนตรี
- ความหมาย
- ประเทศไทยมีความหลากหลายของทรัพยากรพรรณพืช
เฉพาะพืชชั้นสูงประมาณได้ถึง
15,000 ชนิด พืชพรรณ
หลายชนิดเป็นพืชเศรษฐกิจหลายชนิดเป็นยาสมุนไพร
สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่าง
ๆ ได้
แต่การใช้ประโยชน์
ของพืชส่วนใหญ่
ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจัง
หากมีการส่งเสริมและการขยายพันธุ์ควบคู่กันไปกับงานด้านการ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว
จะเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพืชอย่างชาญฉลาด
และให้ผลประโยชน์อย่างสูงสุด
แบบยั่งยืนทั้งในด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืชและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
สูงสุดอีกด้วย
- ในเดือนตุลาคม
2534 คณะกรรมการ
ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพแห่งประเทศไทย
ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตาม
มติของคณะกรรมการแห่งชาติ
ว่าด้วยการประสานงานกับสหภาพวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ
(ICSU - ไทย) ได้จัด
ให้มีการประชุมเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยขึ้นที่กระทรวง
- ในปี
พ.ศ. 2537 ทางองค์การฯ
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
พระราชทานพระราชานุญาต
จาก
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ
ให้ใช้ชื่อสวนพฤกษศาสตร์ในภาคเหนือขององค์การฯ
ที่ อำเภอแม่ริม
จังหวัด
เชียงใหม่นี้ว่า "สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์
(Qeen Sirikit Botanic Garden)"
- ที่ตั้งขององค์การสวนพฤกษศาตร์
- ในการเริ่มจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์
ทางกรมป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
และทางกระทรวงวิทยา
ศาสตร์ฯ
ได้ร่วมตรวจสอบพื้นที่หลายแห่งในทุกภาคของประเทศ
เพื่อสรรหาพื้นที่เหมาะสมในการดำเนินการ
และพบ
ว่าสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการนี้คือ
พื้นที่บริเวณชายเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
ท้องที่ตำบลโป่งแยงและแม่
แรม อำเภอแม่ริม
จังหวัดเชียงใหม่
เป็นพื้นที่อุดมสมบรูณ์มีห้วยนาหวาย
ห้วยพันสี่
และห้วยแม่สาน้อย
เป็นแหล่งน้ำ
ใหญ่ไหลรวมลงสู่ห้วยแม่สา
ซึ่งเป็นลำห้วยสายใหญ่
ที่มีน้ำไหลตลอดปี
- การที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์
องค์การสวนพฤกษศาสตร์
จัดตั้งอยู่นอกเมืองหลวง
ถือเป็นการ
สนองนโยบายของรัฐบาลอันหนึ่ง
ในการขยายส่วนราชการและกระจายความเจริญออกไปสู่ท้องถิ่น
- ประโยชน์สำคัญอีกข้อหนึ่ง
ก็คือ
การดำเนินงานที่วิสัยทัศน์เด่นชัดด้านวิชาการ
มีพื้นที่กว้างขวาง
และด้วย
ทรัพยากรพืชที่สมบรูณ์ในพื้นที่
สวนพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนสถานศึกษาภาคสนามของมหาวิทยาลัย
และสถาบันการศึกษาต่าง
ๆ
ทั้งในประเทศและชาวต่างประเทศ
และเป็นสถานที่ผลิตนักพฤกษศาสตร์ระดับสูงในสาขา
ขาดแคลนให้กับประเทศอีกด้วย
- ในขณะที่สวนพฤกษศาตร์
ได้เริ่มการปรับปรุงพื้นที่ดำเนินการระยะแรก
ก็ได้มีผู้อำนวยการและผู้บริหาร
สวน
พฤกษศาสตร์ที่มีชื่อของโลกเช่น
อังกฤษ,
สหรัฐอเมริการ,
ญี่ปุ่น, เดนมาร์ค,
สวีเดน, เยอรมัน
และออสเตรเลีย
เดินทางมา
เยือนและต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
เป็นสถานที่เหมาะสมยิ่งในการจัดตั้งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก
และท่าน
เหล่านี้ก็ได้แจ้งเจตจำนงที่จะให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการของสวนพฤกษศาตร์แห่งนี้อย่างเต็มที่
- ความสำคัญขององค์การสวนพฤกษศาสตร์
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์ได้จัดตั้งขึ้น
เพื่อให้ประเทศไทยมีสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบรูณ์แบบแท้จริง
ทำหน้าที่
เป็นศูนย์วิชาการ
ค้นคว้า วิจัย
อนุรักษ์
ผลิตบุคลากรและให้บริการด้าน
พฤกษศาสตร์ของประเทศ
โดยเฉพาะเป็นสถานที่
เผยแพร่ความสวยงาม
และคุณค่าของพรรณพฤกษชาติไทย
ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วโลก
- 1.
เป็นศูนย์รวมพรรณไม้ชนิดต่าง
ๆ ที่มีอยู่ในประเทศ
รวมถึงพรรณไม้ต่างประเทศ
มีการตรวจสอบชื่อถูกต้องนำ
มาจัดปลูกให้สวยงาม
ร่มรื่น
เป็นหมวดหมู่อย่างสอดคล้องผสมผสาน
มีการจัดติดป้ายชื่อชัดเจน
- 2.
เป็นศูนย์อนุรักษ์และขยายพรรณพืช
โดยเฉพาะไม้ประจำถิ่น
ไม้หายากของประเทศไทย
กล้วยไม้ และพืช
สมุนไพร
ตลอดจนไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ
ฯลฯ
โดยดำเนินการขยายพันธุ์ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น
เพื่อให้คงอยู่และเพื่อการ
ศึกษาในอนาคต
- 3.
เป็นสถาบันทางการศึกษาและวิจัยด้านพฤกษศาสตร์
ดำเนินการผลิตนักพฤกษศาสตร์ระดับสูงสาขาที่ขาด
แคลนให้กับประเทศ
ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรโดยดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ อาทิ มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์,
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
มหาวิทยาลัยนเรศวร,
มหาวิทยาลัยรามคำแหง,
มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,
สถาบันราชภัฏ
โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น
ได้แก่
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
มหาวิทยาลัยแม่โจ้
และมหาวิทยาลัยพายัพ
- 4.
เป็นศูนย์รวมตัวอย่างพรรณไม้แห้ง
ที่เก็บหาจากทั่วประเทศ
โดยเฉพาะพรรณไม้ในภาคเหนือ
และภาคตะวัน
ออกเฉียงเหนือ
มีการตวจสอบรายชื่อพันธุ์ไม้ให้ชื่อถูกต้อง
และเป็นข้อมูลของประเทศ
- 5.
เป็นศูนย์ข้อมูลด้านพืช
แห่งหนึ่งของประเทศและของทวีบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
รวมถึงเอกสาร
สิ่งพิมพ์
เผยแพร่
ฐานข้อมูลพืช
และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านพฤกษศาสตร์และพันธุกรรมพืช
อันมีขอบเขตครอบคลุมถึง
ชนิดพืชต่าง ๆ
ที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
- 6.
เป็นสถานที่ศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจในธรรมชาติ
ทางด้านภูมิทัศน์ตลอดจนการสันทนาการ
ความเพลิด
เพลินและให้ความรู้แก่ผู้เยี่ยมชมโดยเน้นเฉพาะวิชาการด้านพืช
- 7.
เป็นแหล่งปลูกฝังเยาวชน
โน้มน้าว
กล่อมเกลาจิตใจ
ให้ความรู้ให้หวงแหน
และตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากร
ธรรมชาติด้านพืช
อันจะเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ
- การบริหารงานขององค์การสวนพฤกษศาสตร์
- องค์การสวนพฤกษศาสตร์
ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลให้สังกัดอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี
เพื่อจะสามารถตอบ
สนองความต้องการต่อหน่วยงานอื่นได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดยมีลักษณะการดำเนินการเป็นหน่วย
งานกลาง
ทำงานเน้นหนักในทางวิชาการ
โดยจะเป็นแหล่งวิชาการ
สนับสนุนไม่เฉพาะหน่วนงานหนึ่งหน่วยงานใด
แต่
ต้องตอบสนองหน่วยงานหลัก
เช่น
กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
กระทรวงสาธารณสุข ใน
เรื่องยารักษาโรค
พืชมีพิษและพืชที่มีคุณค่าทางอาหาร
ฯลฯ กระทรวงอุตสาหกรรม
ในด้านพืชเศรษฐกิจ
วัตถุดิบและพืช
พลังงานทดแทน
กระทรวงศึกษาธิการ
ในการให้ความรู้แก่ครูและนักเรียน
ให้ตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรด้านพืช
ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ
ในการศึกษาและค้นคว้าวิจัยของอาจารย์และนักศึกษาในระดับต่าง
ๆ
และสนับสนุนท้องถิ่น
ในด้านการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการและอนุรักษ์อีกด้วย
- หอพรรณไม้ที่สำคัญของโลก
- มีอยู่ในหลาย
ๆ ประเทศเช่น สวนคิว
ประเทศอังกฤษ,
หอพรรณไม้ที่กรุงปารีส
ประเทศผรั่งเศส,
เมืองเลนินกราด
ประเทศรัสเซีย,
กรุงเจนิวา
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์,
สถาบันสมิทโซเนียน
ประเทศสหรัฐอเมริกา,
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ
กรุงเวียนนา
ประเทศออสเตรีย,
มหาวิทยาลัยอุบซาลา
ประเทศสวีเดน, เมืองกัลกัตตา
ประเทศอินเดีย,
พิพิธภัณฑ์พฤกษ
ศาสตร์ กรุงเบอร์ลิน,
สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติ
ประเทศเบลเยี่ยม
กรุงบรัสเซล,
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงเมลเบิร์น
ปี พ.ศ.
Free Advertising from Click2Net!
