หน้าที่ 2 ครับ


ประเทศออสเตรเลีย และอีกหลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกา มีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขึ้นอยู่กับ จำนวนตัวอย่างที่เก็บรวบรวม ตัวอย่างพรรณไม้ของประเทศไทยถูกเก็บรวบรวมไว้เป็นจำนวนมากตามหอพรรณไม้ ต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตการสำรวจและเก็บพรรณไม้เมืองไทยส่วนใหญ่ทำโดยนักวิชาการต่างประเทศ

หอพรรณไม้ในประเทศไทย

ประเทศไทยมีหอพรรณไม้ที่เก่าแก่ และได้จดทะเบียนแล้ว 2 แห่งคือ หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ใช้ชื่อย่อว่า BKF มีจำนวนตัวอย่างพืชกว่า 1 แสนตัวอย่าง มีการจัดเก็บตัวอย่างภายในพิพิธภัณฑ์ เรียงตามตัวอักษรของชื่อวิทยาศาสตร์ จาก A-Z ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์สังกัดกลุ่มงานพฤกษศาสตร์ กองพฤกษศาสตร์และวัชพืช กรมวิชาการเกษตร ใช้ชื่อย่อว่า BK มีจำนวนตัวอย่างพืชประมาณ 6 หมื่นตัวอย่าง จัดเก็บตัวอย่างพรรณไม้ตามระบบของ Bentham และ Hooker ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษ โดยมีการจัดเรียงตามลักษณะวิวัฒนาการของพืชที่ให้ความสำคัญกับ ลักษณะของพืชที่มีความสัมพันธ์คล้ายคลึงกัน

หอพรรณไม้ขององค์การสวนพฤษศาสตร์

เริ่มก่อตั้งเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2536 โดยมีเป้าหมายหลักที่จะเป็นศูนย์รวบรวมตัวอย่างพันธุ์ไม้แห้งของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มแรกได้ทำการสำรวจและรวบรวมตัวอย่างพรรณไม้ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียง เหนือของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนตัวอย่างพืชประมาณ 1 หมื่นกว่าตัวอย่าง มีการจัด เก็บตัวอย่างในหอพรรณไม้โดยใช้ระบบเรียงตามตัวอักษรของชื่อวิทยาศาสตร์จาก A-Z ซึ่งใจอนาคตนี้ คาดว่าหอพรรณ ไม้ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์จะเป็นศูนย์รวบรวมตัวอย่างพรรณไม้แห้งของประเทศและภูมิภาคเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ เพื่อให้นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และบุคคลที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้า

ตัวอย่างพรรณไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์

เฟินต้น ใบไม้สีทอง หรือ ย่านดาโอ๊ะ กุหลาบพันปี รองเท้านารี ชมพูภูคา

 


ทะเลสากล

ในความสวยงามของดาวเคราะห์สีฟ้าอันเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดรวมทั้งมนุษย์ เราเรียก มันว่าดาวโลกและสีฟ้าที่เห็นนั้นก็เกิดขึ้นเพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่คือ น้ำ นั้นเอง ร้อยละ 71.8 ของผืนโลกคือทะเล ระบบของทะเลควบคุมโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตร้อยละ 99 เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนเกือบทั้งหมดของโลกและเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ ทะเลมีความ สามารถที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการถ่ายเทความร้อน การหมุนเวียนของก๊าซเรือนกระจกไม่ให้เกิดภาวะโลกร้อน รอง รับมลสารและให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตต่างๆ แต่ศักยภาพที่ว่านี้ก็มีขอบเขต "เมื่อทะเลปรากฏสัญญาณว่าถูกคุกคาม สัญญาณนั้นมักจะเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งซึ่งเป็นบริเวณที่คนอาศัยอยู่มากที่สุดก่อนเสมอ ประเทศไทยเองก็ได้ขานรับให้ปี 2541 เป็นปีสมุทรสากลหรือเรียกง่ายๆ ว่าปีทะเลสากล ตามสหประชาชาติ เช่นกันหากแต่ว่าผลการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่ได้รับการเอาใจใส่จากรัฐบาล แตกต่างจากการประชาสัมพันธ์ให้ปีนี้ เป็นปี Amazing Thailand โดยสิ้นเชิงหากแต่ท่านทั้งหลายหลงลืมไปหรือเปล่าว่า ทะเลของไทยคือทรัพยากรการท่อง เที่ยวที่สำคัญ 70 เปอร์เซ็นของนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยต้องการมาเพื่อจะชมความงามของท้องทะเลไทย การท่องเที่ยวทางทะเลเป็นจุดดึงดูดที่สำคัญมาก แต่เรายังไม่มีบทบาทในการดูแลทะเลอย่างเอาจริงเอาจัง ทำกันผิวเผิน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เองควรจะมีบทบาทในเรื่องการอนุรักษ์ทะเลมากยิ่งขื้นกว่าที่รณรงค์ อยู่แล้ว มิฉะนั้น อีกไม่นานทะเลไทยคงจะเหลือแต่ชื่อเสียงในความงดงามของท้องทะเลเพราะภาพที่สวยงามเหล่า นั้นได้ถูกทำลายไปแล้วด้วยน้ำมือของเราเอง ปัญหาประมงคือปัญหาใหญ่อันหนึ่งที่ทำให้ระบบนิเวศน์ทางทะเลถูกทำลาย อย่างเช่นในประเทศไทย การเติบโต ของกองเรือประมงทำให้กำลังการผลิตของไทยพุ่งขึ้นติดอันดับหนึ่งในสิบของการทำประมงโลกนับตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้มาก เป็นผลพวงจากการพัฒนาภาคประมงพาณิชย์และเรือขนาดใหญ่ใช้เครื่องมือ จับสัตว์น้ำที่ทันสมัยโดยเฉพาะการใช้เครื่องมืออวนลาก ตาราง แสดงอัตราการจับต่อชั่วโมงลากอวน ในอ่าวไทย

ปี พ.ศ.

2504

2507

2515

2520

2529

2532

2538

กก./ชม

298

132

63

47

40

20

25

ที่มา : รายงานข้อมูลพื้นฐานแผนฟื้นฟูทะเลไทย โดยทีดีอาร์ไอ. เมษายน 2541 : ในปี 2539-2540 ไม่มีมูลค่าผลผลิตประมง จากตารางแสดงการจับปลาต่อชั่วโมงลากอวนในอ่าวไทยตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมาพลว่าอัตราการจับต่อชั่วโมง ลากอวนเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนของแนวโน้มอุตสาหกรรมประมงของไทยในปัจจุบันว่าอยู่ในสภาพ ขาลง อย่างชัดเจน ทั้งนี้มีการสรุปปัญหาของการประมงไทยดังนี้ มีการใช้ทรัพยากรประมงเกินกว่าศักยภาพการผลิตใดยธรรมชาติและ กองเรือมีมากเกินทรัพยากร สิ่งแวดล้อมชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมทางทะเลถูกทำลายลง เนื่องจากการพัฒนาสาธารณูปโภค การพัฒนาเมือง การพัฒนาอุตสาหกรรม การใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ การประมงเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรทางทะเลร่อยหรอลงไป แต่สามารถแก้ไขได้โดยกฏหมาย ขอเพียง ทุกคนซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และจริงใจ แต่ปัญหาการทำลายทร้พยากรทางทะเลโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือรู้แต่อยากทำเพราะ โลภ มักง่ายเห็นแก่ตัว เช่น การเลี้ยงสัตว์ทะเลในตู้ปลา การนำซากสัตว์ทะเลปะการัง หอย มาประดับบ้านและนักตก ปลาไร้จรรยาบรรณ บุกเข้าทำร้ายสัตว์ทะเลในเขตอนุรักษ์ ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขด้วยกฏหมาย วิธีการเดียว ที่ช่วยได้คือความร่วมมือร่วมใจ นอกจากนี้ปัญหาที่สำคัญและมีส่วนทำให้ทะเลเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก เช่น การปล่อยน้ำเสีย การทิ้งกาก สารเคมีลงทะเล การล่าปลาวาฬอย่างเหี้ยมโหด การรั่วไหลของน้ำมันในทะเล การทดลองระเบิดปรามาณูในทะเล สิ่ง เหล่านี้สร้างความเสียหายเกิดขึ้นเป็นวงกว้างกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยาของทะเลเป็นอย่างมาก ยังไม่มีประเทศใด ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง เห็นมีแต่องค์กรเอกชนเท่านั้นที่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เช่น กลุ่มกรีนพีซที่คอยต่อต้านการทิ้งสารเคมีลงทะเลและการล่าปลาวาฬ มนุษย์กับทะเลมีความผูกพันธ์กันมานานแสนนาน ทะเลมีทรัพยกรมากมายให้มนุษย์เก็บเกี่ยว แต่นั้นหมายถึง มนุษย์ต้องปราศจากความละโมบและหิวกระหาย ปัจจุบันทะเลกำลังถูกทำลายไปทีละน้อย ๆ ด้วยน้ำมือของมนุษย์ เมื่อใดก็ตามที่ทะเลถูกทำลายความหายนะก็จะเกิดแก่มนุษย์ แต่ถ้าหากมนุษย์สามารถรักษาความอุดมสมบรูณ์ของ ทะเลไว้ได้มนุษยชาติก็จะสามารถดำรงเผ่าพันธ์อยู่บนโลกนี้ได้ตลอดไป ทะเลไทยกับการใช้ประโยชน์แบบย่ำยี

 


"การใช้ประโยชน์แบบยั่งยืน" คือการใช้ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตอย่างชาญฉลาด เก็บหม้อข้าวใบไว้ให้ลูกหลาน เป็นถ้อยคำที่พบได้เสมอตามแผนงานโครงการภาครัฐบาลและภาคเอกชน "การใช้ประโยชน์แบบย่ำยี" คือการทุบหม้อข้าวตัวเอง อาจเกิดจากการหวังเงิน ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และ ความรู้เท่าถึงการณ์แต่อยากทำ ไม่ใช่ถ้อยคำ แต่เป็นการกระทำที่พบได้เสมอในความเป็นจริง พ.ศ. 2541 เป็นปีสมุทรสากล เป็นปี Amasing Thailand และเป็นปีที่คนไทยตกทุกข์ได้ยาก หลายแผนการ ถูกวางขึ้น เพื่อนำทะเลในฐานะแหล่งทรัพยากรสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเมืองไทยมาใช้ประโยชน์โดยหลงลืมไปว่า เราทราบอะไรเกี่ยวกับทะเลน้อยเหลือเกิน ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ความเป็นอยู่และพฤติกรรมสิ่งมีชีวิต ตลอดจนความรู้สึกและจิตใจของเพื่อนใต้น้ำ บทความนี้จึงเกิดขึ้น...มิใช่เป็นเอกสารทางวิชาการหรือผลงานวิจัย แต่คืองานเขียนที่มาจากอะไรที่ตาเห็น และอะไรที่ใจรู้สึก เป็นความคิดส่วนตัวซึ่งอาจตรงหรือแตกต่างจากหลายคน เพื่อระลึกถึงทะเลในปี 2541... ปี Amazing Thailand และปีสมุทรสากลของคนทั้งโลก... สมุทรสากล

เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าปีนี้เป็นปีสมุทรสากล (1998 United Nations International Year of the Ocean: IYO) ทั้งนี้เพราะทะเลคือเกือบทุกอย่างของโลก ความหมายในประโยคนี้ตีความได้กว้างไกล อาทิทะเลเป็นมวลน้ำขนาด 1,300 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร ปกคลุมผืนโลกกว่า 71.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตร้อยละ 99 ของโลก (Living space) เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนเกือบทั้งหมดของโลก (มากกว่าป่าไม้หลายเท่า) ผลิตอาหารให้ มนุษย์มากกว่าปศุสัตว์ เช่น วัว หมู ไก่ เป็นต้น คนมากกว่าครึ่งโลก (2,700 ล้านคน) อาศัยอยู่ในพื้นที่แคบๆ ไม่เกิน 100 กิโลเมตรจากชายฝั่งทะเล ความจำเป็นที่องค์การสหประชาชาติต้องประกาศปี IYO เพราะจากการสำรวจรายงานว่า 15 ใน 17 แหล่งผลิต ประมงสำคัญที่สุดในโลก เกิดปัญหาใช้ทรัพยากรแบบย่ำยีแทนที่จะเป็นแบบยั่งยืนแน่นอนว่า เมืองไทยคือ 1 ใน 15 แห่งเหล่านั้น ขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตระหนก คนไทยรู้อะไรเกี่ยวกับทะเลของเราบ้าง? ทะเลไทย

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตอินโด-แปซิฟิก เป็นบริเวณที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่ามีความหลากหลาย ทางชีวภาพทางทะเลมากที่สุดในโลก เรามีทะเลพื้นที่กว้างกว่า 400,000 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร และมีเกาะรวมทั้งสิ้น 513 เกาะ เมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลก ทะเลไทยไม่ใช่กว้างใหญ่อะไรนัก เรามีชายฝั่งสั้นกว่าเวียดนาม มีเกาะน้อยกว่าอินโดนีเซีย 12,500 เกาะ มีแนวปะการังคิดเป็นพื้นที่ไม่ถึง 0.01 เปอร์เซ็นต์ ของแนวปะการังทั้งโลก แต่ทะเลเล็กๆ แห่งนี้ช่วยให้ส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำติดอันดับ 1 ใน 10 ของ โลกติดต่อกันมากว่าสิบปี ช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับหนึ่ง ช่วยให้คน ไทยหลายล้านคนมีที่หากินและมีที่พาลูกหลานไปพักผ่อน เรามีทะเลที่สมบรูณ์และสวยงามยากหาที่ใดมาเปรียบ แต่เรากำลังทำอะไรกับทะเลไทย? ภาพข่วยและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่งบอกว่าทะเลของเรากำลังจะตาย เรากำลังใช้ประโยชน์จากผืนน้ำแห่งนี้อย่างย่ำยีมิใช่อย่างยั่งยืน ลูกหลานไทยกำลังจะสูญเสียทรัพยากรทรง คุณค่าสูงสุดที่ธรรมชาติลำเอียงมอบให้แก่เมืองไทยไปเสียแล้ว ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น? อะไรคือทางแก้? ก่อนอื่นเราคงต้องย้อนกลับมาดูถึงที่มาของปัญหา เหล่านี้เสียก่อน... เมื่อความงามถูกย่ำยี

"...ปลามันเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องลงน้ำยืนอยู่บนหาดก็เห็นแล้ว พอลงไปน้ำลึกแค่เข่าเจอปลาไม่รู้ตั้งกี่ฝูง ออกไปหน่อยเป็นร้อยเป็นพัน เดี๋ยวนี้ดำทั้งเดือนเจอปลาไม่กี่ตัว..." อ้างอิงจากความทรงจำของตัวเอง...สิมิลัน พ.ศ. 2524 "...ลากเบ็ดจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะไม่ถึงกิโล ติดปลาสากปลามงไม่รู้เท่าไหร่ อยากได้ปลากใบแค่เสี้ยวเรือไป หัวเกาะก็ได้ตัว เดี๋ยวนี้ไม่รู้เพราะเลิกทำแล้ว มันไม่มีตัว" อ้างอิงจากนักตกปลา...สิมิลัน พ.ศ. 2527 "...หินใบเรอะ อย่าไปเลยมีแต่ฉลามเต็มไปหมด แถวนั้นปลามันเยอะ พวกมงพวกสากเข้ามาฝูงละเป็นพัน บางครั้งขึ้นกันจนน้ำเดือด..." อ้างอิงจากคนขับเรือหางยาว...หินใบเกาะเต่า พ.ศ. 2528 "...อาจารย์ครับ ผมมองไปทางไหนเห็นแต่ปลาตาย นอนกันเกลื่อนทะเล มีแต่ตัวเล็กตัวน้อยทั้งนั้น พวกตัวใหญ่หาไม่ค่อยเจอสงสัยไม่เหลือแล้ว ปลากินได้ก็ไม่ค่อยมี ทำไมเขาต้องระเบิดด้วยล่ะครับ" อ้างอิงจากนักดำน้ำ ...หินใบเกาะเต่า พ.ศ. 2540 "...ไม่มีอีกแล้วค่ะ หนูเคยไปเที่ยวมา เคยเห็นตัวอะไรสวยๆ งามๆ เยอะแยะไม่หมด เดี๋ยวนี้เห็นแต่ปะการัง สัตว์น้ำไม่รู้หายไปไหน คิดว่าคงไม่กลับไปอีกแล้ว...มันเศร้า" อ้างอิงจากนักท่องเที่ยว...ทะเลตรัง พ.ศ. 2541 "...Poor hermit crab" อ้างอิงจากคำพูดฝรั่งที่มาเที่ยวเมืองและเห็นปูเสฉวนใช้แก้วแตกมาทำเป็นบ้าน ทั้งนี้เพราะโชคร้ายเกิดในบ้านเมืองนี้ที่เปลือกหอยขนาดใหญ่หาไม่ได้อีกแล้ว... สิมิลัน พ.ศ. 2541 ฟื้นฟูทะเลไทย ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทะเลรู้ดีว่า โลกสีครามแห่งนี้กำลังจะตายชาวประมงจับปลาได้น้อยลง แหล่งท่องเที่ยวถูกทำลาย ไปทีละแห่งทุกคนโทษอะไรหลายอย่างว่าเป็นที่มาของปัญหา เริ่มมีหลายโครงการก่อขึ้นเพื่อการฟื้นฟูทะเลไทย ปะการังเทียมและการปลูกปะการัง

บางคนโทษว่าเป็นเพราะปะการังบ้านเมืองเรามีน้อย หาทางสร้างปะการังเทียมและปลูกปะการัง เมื่อข่าวแพร่ออกไปหลายคนดีใจว่าทะเลไทยรอดแล้ว (แบบสอบถามเยาวชนชั้นมัธยมศึกษา 200 ชุด มากกว่าร้อยละ 50 บอกว่าทะเลไทยไม่น่าเป็นห่วง เพราะเราปลูกปะการังได้) เขาและเธอเหล่านั้นคงไม่ทราบว่าปะการังเทียมคือ Fish Apartment มีคุณค่าในแง่ของการประมงอย่างเดียว ปะการังเทียมช่วยให้ปลามาวางไข่และช่วยปกป้องตัวอ่อน แต่เมื่อเทียบกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตแล้ว แตกต่างจากของจริงแบบสุดขั้ว สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่สามารถเลียนแบบธรรมชาติได้ในทุกทาง ปะการังเทียมเป็นเรื่องที่ดี...แต่เมืองไทยต้องการอะไรมากหากอยากให้ทะเลรอด การปลูกปะการังเป็นเรื่องของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แตกต่างจากการปลูกป่าที่มีผลเชิงปฏิบัติ เราปลูกปะการังได้พันก้อนมิใช่ หมายความว่าเราทดแทนแนวปะการังได้ทั้งแนว เพราะในเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งอาจมีปะการังมากกว่าหนึ่งล้านก้อน ต้องใช้แรงและงบประมาณเท่าไหร่ในการลงไปปลูก ขนาดแรงและงบประมาณในการรักษาของเดิมให้คงอยู่เรายังทำไม่ได้ ทำไม่จึงคิดว่าจะมีแรงและเงินขนาด พอปลูกสร้างขึ้นใหม่ ปลูกปะการังเป็นเรื่องที่ดี ...แต่ผลอยู่ในแค่ขั้นวิจัย ...และไม่มีประเทศไหนในโลกสามารถ ปลูกปะการังได้ทั้งแนว (เขาไม่คิดทำกันด้วยเพราะรักษาง่ายกว่าเยอะ" รักษ์พะยูนและปล่อยเต่า

การอนุรักษ์สัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์เป็นเรื่องที่นิยมกันในเมืองไทย โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่อย่างเต่าทะเลและพะยูน ภาพน้ำตาไหลพรากขณะโดนจับจากทะเล พะยูนนอนตายเนื่องจากผลของอวนรุน สร้างความรู้สึกรกทะเลและอยางช่วย เหลือสัตว์ไม่มีทางสู้เหล่านั้น การปล่อยเต่ายังเป็นเรื่องของบุญกุศลตามความเชื่อของชาวไทย สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเป็นเรื่องถูกต้อง นอกจากผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนสัตว์เหล่านั้นในธรรมชาติ ยังช่วยเสริม ความรู้สึกด้านการอนุรักษ์และช่วยเหลือทะเล อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมิใช่ทั้งหมด... ทะเลที่มีแต่เต่ากับพะยูนยังไม่ใช่ ทะเลที่แท้จริง ลองนึกภาพตาม...เมื่อเทียบคุณค่าในเรื่องของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เต่าทะเลและพะยูนอาจมีความหมาย น้อยกว่ากุ้งหอยปูปลาในระบบนิเวศ ไม่มีใครไปเที่ยวทะเลเพราะอยากเห็นเต่าเป็นอันดับแรก เกือบทุกคนไปตรัง โดยไม่เห็นพะยูน สัตว์ทั้งสองอย่างคือ การสร้างภาพลักษณ์ให้งดงาม แต่ตราบใดทรัพยากรที่เป็นของจริงนักท่องเที่ยว อยากเห็นยังโดยทำลายล้าง ตราบนั้นภาพที่สร้างขึ้นมีเพียงให้คนไปดูผลของการย่ำยี กุ้งหอยปูปลา

เราอาจต้องอธิบายว่า "ปะการัง" คืออะไร? "เต่าทะเล" หน้าตาเป็นอย่างไร? แต่คงไม่มีคนไทยคนใดไม่รู้จัก "กุ้งหอยปูปลา" สัตว์เหล่านี้อยู่คู่กับบ้านเมืองเรามาแสนนาน เรากินพวกเขา...ขายพวกเขา...ไปเที่ยวเพื่อดูพวกเขา แต่เรารู้อะไรอย่างวอื่นอีกบ้าง? สัตว์ค่อนทะเลเป็นกุ้งหอยปูปลาย ทรัพยากรที่นำให้เราส่งออกผลิตภัณฑ์ประมาทำรายได้ให้เมืองไทยเป็นอันดับ 1 ใน 5 ทรัพยากรการท่องเที่ยวสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเมืองไทย... ข้อความนี้คงต้องขยายเพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวปีละกว่าเจ็ดล้านคนเดินทางมาเมืองไทย พวกเขาทำรายได้ให้ประเทศหลายแสนล้านบาท คำถามที่น่าคิดคือ พวกเขามาเพื่อดูอะไร? สิ่งใดดึงดูดใจให้เขามาเที่ยวในบ้านเมืองนี้? จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า หนึ่งในแรงจูงใจอันดับต้นที่ทำให้ผู้คนเหล่านั้นมาเมืองไทย คือทะเล จากแบบสอบถามนักท่องเที่ยว 450 คน...ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เราพบว่านักท่องเที่ยวเหล่านั้นไม่ได้ เพราะอยากดูปะการัง อันดับแรกที่พวกเขาต้องการเห็นคือ กุ้งหอยปูปลา ...นี่คือคุณค่าของสัตว์ที่คนไทยคิดว่ารู้จักดี? ช่างมัน ทะเลไทย

ปัญหาที่ทำให้กุ้งหอยปูปลายไทยร่อยหรอเกิดขึ้นเพราะสาเหตุหลายประการ อาทิ สิ่งแวดล้อม ทำประมงผิดกฏหมาย จับปลาในเขตอนุรักษ์ เป็นต้น แต่ปัญหาเหล่านั้นเกี่ยวข้องเฉพาะกลุ่มบุคคล มีแนวทางและกฏหมายอยู่แล้ว ขอเพียง ทุกคนซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และจริงใจต่อบ้านเมือง ทุกอย่างย่อมลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม มัปัญหาอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในเมืองไทย เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือรู้เท่าถึงการณ์แต่อยากทำเพราะโลภ มักง่าย เห็นแก่ตัว ฯลฯ ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขด้วยกฏหมาย วิธีการเดียวที่ช่วยได้คือความร่วมใจสร้างปฏิหารย์ให้เกิดขึ้นมา ปัญหาประการแรกคือ "นรกตู้ปลา" หรือการเลี้ยงกุ้งหอยปูปลายทะเลสวยงามในตู้ปลาย บรรดาสัตว์เหล่านั้น ล้วนจับมาจากโลกใต้ทะเล อาจจะนำเข้ามาจากเมืองนอกบ้าง แต่แน่ใจได้ว่าไม่ใช่ทั้งหมดมีนำนวนมากที่ถูกลักลอบ จับมาจากทะเลบ้านเรา เมื่อสัตว์สวยงามอันเป็นที่มาของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลถูกจับมาเลี้ยงในตู้ปลา ด้วยคำกล่าว อ้างว่าเป็นงานอดิเรก สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเห็นผลอย่างตรงไปตรงมาและทันควันว่า ทะเลไทยกำลังเสื่อมสูญ กลายเป็น แอ่งน้ำเค็มที่ไร้ปูปลาสวยงาม ไม่มีใครอยากมาเที่ยวอีกต่อไป ปัญหาประการที่ 2 คือ "บ้านทำร้ายธรรมชาติ" เกิดจากการนำซากสัตว์ทะเลมาประดับบ้าน ปะการัง กัลปังหา หอยมือเสีอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเคยมีชีวิตอยู่ในทะเลก่อนถูกจับมาฆ่าแล้วนำมาขายเพื่อประดับตกแต่งคอนโด และ "บ้านอิงธรรมชาติ" ทั้งหลาย เมื่อมีคนซื้อย่อมมีคนขายและมีคนจับ ต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่จนทะเลไทยไม่มีอะไรเหลือ ปัญหาประการสุดท้ายคือ "นักตกปลาไร้จรรยาบรรณ" บุกเข้าทำร้ายสัตว์ทะเลในเขตอนุรักษ์ การตกปลาอาจเป็น การพักผ่อน หย่อนใจหรืองานอดิเรก ตราบใดที่ไม่ทำผิดกฏหมาย แต่หลายคนแอบลักลอบจับสัตว์น้ำในที่ห้ามตก บางครั้งถึงจัดเป็นงานใหญ่โดยอ้างว่าช่วยเหลือการท่องเที่ยวอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ขณะที่ปัญหาทั้งสามประการคือสาเหตุที่ทำให้เกิด "วิกฤตทะเลไทย" แต่กลับไม่มีใครรู้สึก การเลี้ยงสัตว์ทะเล สวยงามยังได้รับการโปรโมทหรือจัดเป็นนิทรรศการตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งหนังสือและนิตยสารบางฉบับยัง ลงภาพปะการังและกัลปังหาที่ใช้ประดับตกแต่งห้อง สื่ออีกหลายอย่างยังกล่าวเกี่ยวกับการตกปลาในเขตอนุรักษ์ใน แง่ของความสนุกสนานและความมันส์ สังคมไทยยังยอมรับสิ่งที่ทำร้ายทะเลโดยตรงเหล่านี้ ขณะที่เราเรียกร้อง รณรงค์เรื่องเกี่ยวกับการฟื้นฟูทะเลไทยไปควบคู่กัน อะไรคือสิ่งที่คนไทยต้องการ? สถานการณ์ปัจจุบันมิใช่อยู่ในภาวะ "วิกฤตทะเลไทย" แล้วคำว่า "ช่างมัน ทะเลไทย" ดูจะเหมาะสมกว่า อ้างอิงจาก : ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์.โลกสีเขียว.ฉบับประจำเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน.2541.หน้า 17.

ทะเลไทย...ความหลังที่สวยงาม


ในความไพศาลและสวยงามของดาวเคราะห์สีฟ้า อันเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด รวมทั้งมนุษย์หรือดาวโลก (Planet Earth) ที่เรารู้จักกันนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า สีฟ้าของโลกเกิดขึ้นเพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่เป็นผืนน้ำ ห้วงสมุทรครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกด้วยพื้นที่ประมาณ 330 ล้านตารางกิโลเมตร หรือหากนับรวมแหล่งน้ำชาย ฝั่งเข้าด้วยแล้วโลกถูกปกคลุมด้วยน้ำถึง 360 ล้านตารางกิโลเมตร ขณะที่แผ่นดินและเกาะแก่งทั้งหมดบนโลกนี้มีขนาดเล็ก กว่ามหาสมุทรแปซิฟิกเสียอีก ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ถึงความสำคัญ และความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับทะเลให้ "โลกสีเขียว" ฟังว่า โลกเกิดขึ้นมาประมาณ 4,000 ล้านปีแล้ว สิ่งมีชีวิตชนิดแรก ที่เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 2,000 ล้านปีก็เกิดในทะเล และยิ่งไปกว่านั้น ซากดึกดำบรรพ์หรือสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในปัจจุบัน ก็ยังอยู่ในทะเล เช่น ฟองน้ำ เกิดมา 450-500 ล้านปี "ถ้าเกิดดูในแง่วิวัฒนาการของโลกก็คือ ทะลอยู่คู่โลกมา และเราก็ใช้ประโยชน์จากทะเลมากมาย เพียงแต่ว่าเราเป็น มนุษย์ ซึ่งอาศัยอยู่กับแผ่นดิน เราเลยไม่ทราบงว่าทะเลมันสำคัญอย่างไร ดูอย่างเอลนินโญก็จะเห็นได้ชัดเจน แค่กระแสน้ำ เปลี่ยนนิดเดียวเท่านั้นก็ปรวนแปรไปทั้งโลก เพราะว่า 70.8 เปอร์เซ็นต์ของผืนโลกคือทะเล ระบบของทะเลควบคุมโลกไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่มีผลมากและก็มาเกี่ยวข้องกับเกือบจะทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะถ้าไม่มีทะเลก็ไม่มีโลกนี้ขึ้นมา " สำหรับทะเลไทย หนึ่งในองค์ประกอบอันมหาศาลของห้วงน้ำโลก วางตัวอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร หรือเขตอินโด แปซิฟิก มีพื้นที่มากกว่า 378,000 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์หลายรูปแบบ เช่น ผืนน้ำ เกาะแก่ง ไหล่ทวีป กองหินใต้น้ำ ผืนดิน ชายฝั่ง ป่าชายเลน หาดหิน หาดทราย แหลม อ่าว หน้าผา และ โขดหิน ฯลฯ แนวชายฝั่งทะเลทั้งด้าน อ่าวไทยและอันดามันยาว 2,815 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รวม 24 จังหวัด อ่าวไทยซึ่งประกอบด้วยชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออกนั้น มีลักษณะเป็นอ่าวขนาดใหญ่ เป็นทะเล ปิดโดยมีแม่น้ำสายใหญ่ ๆ ในภาคกลาง เช่น แม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา บางประกง และแม่น้ำสงขลาในภาคใต้ ร่วมกันพัดพา เอาธาตุอาหารจากดิน ตะกอน โคลน และเลนจำนวนมากไหลลงไป ด้วยเหตุนี้ทะเลอ่าวไทยจึงมีความสมบูรณ์ดติดอันดับโลก ในด้านความพิเศษของทรัพยากรสัตว์น้ำ ที่สำคัญบริเวณอ่าวไทยยังเป็นแหล่งเพราะพันธุ์ของปลาทู อาหารที่คนไทยคุ้นเคย มาช้านาน ดร.ชวลิต วิทยานนท์ จากกรมประมง ให้ภาพความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยในอดีตว่า เดิมอ่าวไทยเคยมีผลผลิตของสัตว์ เกือบจะสูงที่สุดในโลก มีปลาเป็นพันๆ ชนิด ลากอวนชั่วโมงหนึ่งอาจจะได้ถึง 300 กิโลกรัม เพราะมีแม่น้ำหลายสายที่ไหลลงไป เคยมีความอุดมสมบูรณ์มาก ขณะที่ปากแม่น้ำโขงเองก็ป้อนความสมบรูณ์ให้อยู่นอกฝั่ง ประกอบกับสภาพชายฝั่งที่เป็นเกาะแก่ง อันเอื้ออำนวยต่อการอาศัยของสัตว์น้ำ อ่าวไทยสมัยก่อนจึงมีหรือความหลากหลายของสัตว์น้ำสูงมาก ขณะที่ฟากอันดามันจะมีจุดเด่นแตกต่างออกไป ที่นี่น้ำทะเลจะสวยใส หาดทรายเป็นสีขาวสะอาด เม็ดเล็กละเอียดราว กับแป้งทั้งเป็นเพราะทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตกนั้ติดต่อกับทะเลเปิดด้านมหาสมุทรอินเดีย และมีเพียงแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหล ลงมาสู่ ดังนั้นแม้ปลาจะไม่อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นฝั่งอ่าวไทย แต่เสน่ห์ของอันดามันกลับอยู่ที่สิ่งมีชีวิตใต้น้ำสีสันสดใส และชาย หาดเกาะแก่งอันสวยงามมีชื่อเสียงระดับโลก เฉกเช่นจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับการเรียกขานว่า "ไข่มุกแห่งอันดามัน" หรืออย่าง หมู่เกาะพีพี หมู่เกาะลันตา หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เป็นสถานที่สวยงามดึงดูดให้นักท่องเที่ยวนับล้าน คนจากทั่วโลกพากันมาเยือน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งทะเลไทยในอดีตจึงกอปรขึ้นจากทรัพยากรสำคัญ 4 อย่างคือ ป่าชายเลนซึ่งขึ้น อยู่ทั่วไปตามแนวชายฝั่งเลน รวมระยะทางประมาณ 921 กิโลเมตร, หญ้าทะเลที่ขึ้นอยู่แถบน้ำตื้นชายฝั่ง, ปะการังซึ่งพบได้ทั่ว ไปตามเกาะแก่งทั้งปะการังน้ำตื้นและปะการังน้ำลึก สุดท้ายคือทรัพยากรทางการประมง ในความเป็นรัฐชายฝั่งที่มีอาณาเขตทางทะเลของตนเองมาตั้งแต่บรรพกาล คนไทยจึงตักตวงประโยชน์จากทะเลทั้งสอง ฝั่งอย่างมากมาย กล่าวโดยสรุป สำหรับความสำคัญและการใช้ประโยชน์จากทะเลไทยนั้นพบว่าที่ผ่านมาเราใช้ทะเลไทยไปใน 5 กิจกรรม ได้แก่ แหล่งทรัพยกรประมงและเพาะเลี้ยงชายฝั่ง, แหล่งชุมชนและอุตสาหกรรมชายฝั่ง, แหล่งทรัพยากรแร่ธาตุ และเชื้อเพลิง, แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน และใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่ง "เมืองไทยเราใช้ประโยชน์จากทะเลมานาน ดังนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นเราก็จะได้รับผลก่อน อย่างกระแสน้ำเย็นที่เกิดจาก ประปรากฏรารณ์เอลนินโญ แล้วทำไห้มวลน้ำในปกซิฟิกเคลื่อน ส่งผลน้ำในมหาสมุทรอินเดียเคลื่อนตาม ปลากจึงเคลื่อนตาม มวลน้ำ ผลก็คือตอนนี้ทางฝั่งอันดามันจับปลาได้เยอะแยะ แต่ปีหน้าอาจจะไม่มีปลาเหลือให้จับเลยก็ได้" นักวิทยาศาสตร์ทาง ทะเลอาจารย์ธรณ์ระบุ การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลเพื่อทำธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ และการท่องเที่ยว ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งชาย ฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ทำให้ชุมชนตามบริเวณหัวเมืองชายฝั่งขยายตัวให้มารองรับ จนเป็นสาเหตุของปัญหามลพิษ และผลกระทบต่อทะเลในรูปแบบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำลายแนวปะการังและป่าชายเลนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลของไทยอย่างมาก การใช้ประโยชน์จากทะเลไทยไม่เคยให้การดูแลรักษาหรือปกป้องนี่เอง ทำให้ชายทะเลและหาดทรายสวยงามแห่งแล้ว แห่งเล่าสกปรกและเสื่อมโทรมลง อีกทั้งทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมก็ลดจำนวนลงไปจนอยู่ในภาวะวิกฤติด้วย สมภพ รุ่งสุภา หัวหน้างานสมุทรศาสตร์และตรวจเฝ้าระวังมลพิษทางทะเล สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึก นิสิตเกาะสีชัย ระบุว่า ปัญหามลพิษทางทะเลมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปีทั้งนี้เพราะการขยายตัวประชากร การทำเกษตรกรรม ที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก การก่อสร้างและการทำอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพของสิ่งแวดล้อมที่จะ รองรับสารมลพิษเหล่านี้ "ทะเลไทยเป็นทะเลที่สวยงามมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ผมรู้ดีเพราะผมเคยดำน้ำมาทั่วโลกแล้ว แต่เรากำลังจะทำลายมัน วันหนึ่งทะเลที่แสนสวยงามของเราก็จะเหลือแต่อดีต" หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมยุคลหรือ "ท่านมุ้ย" กล้าวทำนายชะตากรรมของ ทะเลไทยไว้ในหนังสือ "โลกสีคราม" ตั้งแต่ปี 2524 เหตุการณ์ตามคำทำนายกำลังเกิดขึ้น ว่าแต่ว่าคนไทยจะปล่อยให้ทะเลที่ สวยงามของเรากลายเป็นเพียงอดีตเท่านั้นหรือ ปีสมุทรสากล หวังฟื้นทะเลไทยจากกระแสโลก

แล้วประกายความหวังถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลไทยก็ปรากฏชึ้นเมื่อ ครม. มีมติขานรับให้ปี 2541 เป็นปีทะเลสากล ตามสหประชาชาติ "จากการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 พ.ย. 40 ที่ประชุมได้อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการประกาศให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าปี 2541 เป็นปีทะเลสากล โดยให้จัดทำแผนงานงบประมาณการประชาสัมพันธ์ การจัดกิจกรรมในการรณรงค์ตามคำเชิญชวนของสหประชาชาติ เพื่อให้ทราบถึงประโยชน์ของทะเลและมหาสมุทร" (ไทยรัฐ 5 พ.ย. 40) ปีทะเลสากลหรือปีสมุทรสากล (The 1998 International Year of Ocean) มีจุดเริ่มต้นจากการที่องค์การสหประชาชาติให้ การยอมรับโครงการปีสมุทรสากล ของคณะกรรมการสมุทรศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจาก การประชุมสามัญขององค์การยูเนสโกเมื่อปี 2536 ในการประชุมสามัญของสหประชาชาติเดือนธันวาคม 2537 เหตุผลประการสำคัญที่ต้องนำประเด็นทะเลมารณรงค์คือเพื่อให้ผู้บริหารประเทศและสาธารณชนทั่วไปเห็นความสำคัญ ของทะเลตลอดปีนี้ เพราะสมุทรหรือท้องทะเลทุกแห่งในโลกเป็นแหล่งทรัพยกรที่สำคัญที่สุดเป็นบ่อเกิดชีวิตและอารยธรรม แต่ทรัพยากรที่จำเป็นที่สุดสำหรับมนุษย์ก็มีขีดกำจัด รวมทั้งยังมีหลายสภาพการณ์ที่บ่งชี้ถึงความเสื่อมโทรมลงไป เพราะการ กระทำมนุษย์ ปีสมุทรสากลขององค์การสหประชาชาติ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นมา นอกจากเป็นการกระตุ้นให้บุคคล ชุมชน องค์กร รวมทั้งรัฐบาล ใส่ใจละลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างยั่งยืนแล้ว จุดหมายสำคัญของ ปีสมุทรสากลก็เพื่อผูกมัดประเทศทั่วโลกให้ปกป้องทรัพยากรทางทะเลไว้ให้คงอยู่ถึงชนรุ่นหลัง ด้วยเหตุนี้ โครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) จึงได้ประกาศคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก (5 มิถุนายน) ประจำปีนี้ว่า For life on Earth-Save Our Seas "เพื่อทุกชีวิตบนผืนโลก พิทักษ์ท้องทะเลของเรา" เพื่อสนับสนุนการ รณรงค์ปีสมุทรสากลอีกทางหนึ่งด้วย เฟเดอริโก เมเยอร์ ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก ให้ความเห็นว่าถ้าโลกปราศจากท้องทะเลแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ เลยที่จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ โลกจะดูแห้งแล้งราวทะเลทราย และไม่ต่างอะไรจากดาวอังคาร ที่ซึ่งมนุษย์อาจรู้เรื่องรวมดีกว่าทะเล บนโลกตัวเองด้วยซ้ำ จอฟฟี่ย ฮอลแลนด์ ประธานคณะกรรมการสมุทรศาสตร์ฯ (IOC) กล่าวถึงความสำคัญของปีสมุทรสากลว่า ประเด็นที่ เป็นปัญหาระดับโลกขณะนี้ แทบจะไม่มีเรื่องไหนเลยที่ไม่เกี่ยวข้องกับทะเลแม้แต่ความยากจน คำกล่าวของฮอลแลนด์ตอก ย้ำความสำคัญที่ว่า ทุกวันนี้ประชากรทั่วโลกจำนวน 2 ใน 3 หรือประมาณ 3.6 พันล้านคนล้วนอาศัยอยู่ในบริเวณ 60 กิโลเมตร จากชายฝั่ง หลายชาติต้องพึ่งพาทะเลในหลายๆ ด้านเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงการค้าขายทางทะเล หรือการ ท่องเที่ยว ขณะเดียวกันทะเลยังทำหน้าที่เป็นระบบดูแลความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก รวมทั้งรองรับความเปลี่ยนแปลง อย่างฉับพลันที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและมนุษย์ ฮอลแลนด์กล่าวว่า แม้จะดูเหมือนว่าทะเลมีความสามารถที่ยิ่งใหญ่ ทั้งการถ่ายเทความร้อน การหมุนเวียนก๊าซเรือน กระจกไม่ให้เกิดภาวะโลกร้อน รองรับมลสารและให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตต่างๆ แต่ศักยภาพที่ว่านี้ก็มีขอบเขต "เมื่อทะเลปรากฏสัญญาณว่าถูกคุกคาม สัญญาณนั้นมักจะเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งซึ่งเป็นบริเวณที่มีคนอาศัยอยู่มาก ที่สุดก่อนเสมอดังนั้นย่อมเป็นการดีกว่าที่เราจะต้องทำอะไรกับสัญญาณเตือนแรกๆ จากทะาเลเพื่อความอยู่รอด เพราะแม้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของทะเลจะเกิดขึ้นช้าก็ตาม แต่ผลกระทบนั้นจะกินเวลานานนับสิบปี หรือศตวรรษเลยทีเดียว" ประธาน IOC กล่าว ด้วยเหตุนี้ยูเนสโกและ IOC จึงขอความร่วมมือจากสมาชิกทั้ง 125 ประเทศ (ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิด IOC ตั้งแต่ปี 2505) ในการสร้างกิจกรรมและรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปเห็นคุณค่าและความสำคัญของทะเล และมหาสมุทร สำหรับประเทศไทย หลังจากที่ ครม. มีมติขานรับปีทะเลสากลแล้ว ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ประชาสัมพันธ์ปีทะเลสากล ภายใต้คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมกิจกรรมในปีทะเลสากล และเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนชาวไทยในทุกระดับได้ ตระหนักและเห็น คุณค่าทรัพยากรทะเลไทย "เมืองไทยรับหลักการนี้มาตั้งแต่ปี ที่แล้วที่เป็น International Year of the Reefs หรือว่าปีแนวปะการังสากล หลังจากจัดประชุมร่วมกันก็ตั้งชื่อว่าเป็นปีทะเลสากลและปีสมุทรสากล "ปีสมุทรสากล ก็คือปีที่ต้องการรณรงค์ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของทะเล หลายคนคิดว่ามันเป็นการรณรงค์ให้คน อนุรักษ์ทะเลจริงๆ ความหมายไม่ใช่แค่นั้น อนุรักษ์มันแคบ แค่ส่วนหนึ่ง ความตั้งใจจริงๆ คือต้องการให้คนไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจในความสำคัญของทะเล ให้เขารู้ว่าทะเลมีอะไรบ้าง สำคัญกับเขาอย่างไร เพราะถ้าเช้าใจแล้วการอนุรักษ์ มันตามมาเอง" ดร.ธรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯชี้แจง การดำเนินงานปีทะเลสากล พ.ศ. 2541 โดยคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ปีทะเลสากล ซึ่งประกอบด้วยหน่วย งานต่างๆ คือมหาวิทยาลัยบูรพา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา มหาวิลัยรามคำแหง มหาวิทยลัยเกษตรศาสตร์ การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติ ฯลฯ มีระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปีเริ่มตังแต่มกราคม - ธันวาคม 2541 เพื่อวางแนวทางการประชาสัมพันธ์ ผลิตสื่อและจัดนิทรรศการ ตลอดจนจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดค่ายอบรมเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล การจัด ประชุมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติครั้งที่ 6 หรือการส่งคณะนักวิชาการไทยไปร่วมประชุมและจัดกิจกรรมในงาน Ocean Expo '98 ในหัวข้อ the Ocean: Future Heritage of Human ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ระหว่าง วันที่ 22 พฤษภาคมไปจนถึงกันยายน เป็นต้น แม้ตั้งท่าเสียดี แต่น่าเสียดายว่าความกระตือรือร้นและความร่วมมือกันอขงหลายหน่วยงาน กำลังจะกลายเป็น คลื่นกระทบฝั่ง "พอรับมาจากยูเนสโกปุ๊บก็ประชุมกันตั้งแต่ปีที่แล้ว วางแผนนู่นวางแผนนี่เต็มไปหมดเลย มีหนังสือ มีโปสเตอร์โปสการ์ดมากมาย รับมาดำเนินการแล้วก็เงียบ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่มีเงิน เมื่อไม่ได้รับเงินมาก็คงจะ ทำอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละฝ่ายก็ทำอะไรไปแล้วแต่ชอบ" ดร. ธรณ์กล่าว ปัญหาการขาดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้เวลาแห่งปีสมุทรสากลในประเทศไทยล่วงเลยมาโดย ไม่ปรากฏความคืบหน้าของการประชาสัมพันธ์ใดๆ เมื่อฝ่ายบริหารซึ่งถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของ การรณรงค์ปีสมุทรสากล กลับเป็นฝ่ายมองข้ามความสำคัญของปัญหาทะเลไทยเสียเองแล้ว ความหวังในการ แก้ปัญหาทีรุมเร้าทะเลไทยอยู่จะเป็นอย่างไร ทะเลไทยไม่เคยถูกจำกัดลำดับเป็นปัญหาเร่งด่วนมาก่อนเลยทั้งๆ ที่แหล่งทรัพยากรนี้สร้างรายได้แก่ ประเทศชาติมหาศาล โดยเฉพาะจากการประมงและการท่องเที่ยว แม้จะมีคณะกรรมการนโยบายฟื้นฟูทะเล เกิดขึ้นมาชุดหนึ่ง แต่ถึงปัจจุบันก็ไม่มีการสานต่อในทิศทางที่เท่าทันกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงท

 

วันนี้ก็จบด้วยประการฉนี้ล่ะครับ